เสียงคร่ำครวญของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.)

 

 

เสียงคร่ำครวญของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.)

 

 

“เมื่อพวกเขาต้องการที่จะนำตัวท่านอะลี (อ.) ไปยังมัสยิดพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับการต้านทานของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) เพื่อที่จะยับยั้งและขัดขวางการนำตัวสามีของท่านไปนั้น ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) ต้องเผชิญกับการถูกทำร้ายอย่างมากมายทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ โดยที่เราไม่อาจจะบรรยายเรื่องราวทั้งหมดเหล่านั้นได้ด้วยคำพูดและปากกา”

 

                ในงานแสดงนิทรรศการครั้งหนึ่งที่จัดขึ้นในนครมักกะฮ์ ภายใต้การดูแลและการบริหารจัดการของชาววะฮ์บี ซึ่งในแผ่นป้ายชิ้นหนึ่งมีสายตระกูลของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ถูกนำมาแสดงในงานชิ้นนั้น ทั้งๆ ที่ชาววะฮ์บีและอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ส่วนมากไม่ยอมรับการมีอยู่ของท่านมุห์ซิน (อ.) แต่บนแผ่นป้ายดังกล่าวกลับยอมรับว่าท่านมุห์ซิน (อ.) คือผู้หนึ่งจากบุตรของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.)

 

                ส่วนหนึ่งจากคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์เผาบ้านของท่านอิมามอะลี(อ.) และการทำลายเกียรติของท่าน นั่นก็คือ พวกเขากระทำอุกอาจและทำร้ายท่านหญิงฟาฏิมะฮ์อัซซะฮ์รอ (อ.) (เหมือนดังที่ชีอะฮ์ได้กล่าวถึง) จริงหรือไม่? และบาดแผลต่างๆ เกิดขึ้นกับท่านหญิงจนเป็นเหตุทำให้ท่านหญิงต้องเป็นชะฮีด (เสียชีวิต) และ ต้องแท้งบุตรชายที่ชื่อมุห์ซินนั้นเป็นเรื่องจริงใช่หรือไม่?

 

               อุละมาอ์ (ผู้รู้) ชาวอะฮ์ลิซซุนะฮ์บางท่าน เพื่อที่จะรักษาสถานะของบรรดาคอลีฟะฮ์ (ผู้ปกครอง) เอาไว้ ได้ยับยั้งตนจากการที่จะเปิดเผยและพูดถึงประวัติศาสตร์ส่วนนี้ ตัวอย่างเช่น อิบนุอะบิลฮะดีด ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ชัรห์-นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์” ของท่านว่า “การอุกอาจและความหยาบช้าต่างๆ ที่ถูกอ้างถึงในเรื่องที่เกี่ยวกับท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ อัซซะฮ์รอ (อ.) นั้น ในท่ามกลางชาวมุสลิมไม่มีผู้ใดได้รายงานไว้ นอกจากชีอะฮ์เพียงเท่านั้น” (1)

 

                อย่างไรก็ตาม นักวิชาการ (อุละมาอ์) และนักประวัติศาสตร์ของพี่น้องอะฮ์ลิซซุนนะฮ์บางท่านก็มิได้เมินเฉยต่อการที่จะอธิบายถึงข้อเท็จจริงต่างๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในส่วนนี้ ดังเช่นที่ท่านซัยยิดมุรตะฎอ (ร.ฮ.) ได้กล่าวในเรื่องนี้ว่า “ในช่วงแรกๆ นักรายงานฮะดีษและนักบันทึกประวัติศาสตร์ ก็มิได้ยับยั้งตนจากการเล่ารายงานเกี่ยวกับการอุกอาจต่างๆ ที่พวกเขากระทำกับท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) บุตรีของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) เสียทีเดียว

 

               ประเด็นดังกล่าวนี้เป็นที่โจทย์ขานกันในหมู่พวกเขาถึงกรณีที่ว่า “เนื่องจากการผลักประตูของเจ้าหน้าที่ของคอลีฟะฮ์ (ผู้ปกครอง) ทำให้ประตูไปกระแทกร่างของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) จนทำให้ทารกที่อยู่ในครรภ์ของท่านหญิงต้องแท้ง ด้วยคำบัญชาของคอลีฟะฮ์ที่ 2 “กุนฟุซ” ได้เฆี่ยนตีท่านหญิงฟาฏิมะฮ์อัซซะฮ์รอ (อ.) จนทำให้ท่านหญิงปล่อยมือจากการรั้งท่านอิมามอะลี (อ.) เอาไว้ ต่อมาในภายหลังเนื่องจากพวกเขาเห็นว่าการรายงานเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ ไม่เหมาะสมและมีผลเสียต่อสถานภาพของคอลีฟะฮ์ (ผู้ปกครอง) ดังนั้น พวกเขาจึงยับยั้งการรายงานเหตุการณ์เหล่านี้” (2)

 

               ท่านมัซอูดี บันทึกไว้ในส่วนหนึ่งจากหนังสือของท่านว่า

 

فَوَجهُوا اِلی مَنْزلِهِ فَهَجَمُوا عَلَیْهِ وَ اَحْرَقُوابابَهُ… وَ ضَغَطُوا سَیدَةَ النساءِ بِالْبابِ حَتی اَسْقَطَتْ مُحْسِنا

“ดังนั้นพวกเขา (อุมัรและผู้ติดตาม) ได้มุ่งตรงไปยังบ้านของท่านอะลี (อ.) บุกรุกบ้านหลังนั้นและเผาประตูบ้านหลังนั้น… และพวกเขาได้ผลักประตูไปกระแทก (ท่านหญิง) ผู้เป็นนายของปวงสตรีจนกระทั่งท่านหญิงได้แท้งมุห์ซิน” (3)

 

ก. แหล่งอ้างอิงของอะฮ์ลิซซุนนะฮ์

 

  1. อับดุลการีมอิบนิอะห์มัด ชะฮ์ริสตานี สังกัดมัซฮับชาฟิอี (มีชีวิตอยู่ในช่วงฮ.ศ.ที่ 479-548) ได้รายงานว่า

اِن عُمَرَ ضَرَبَ بَطْنَ فاطِمَةَ یَوْمَ الْبَیْعَةِ حَتی اَلْقَتْ اَلْجَنینَ مِنْ بَطْنِها

“อุมัรได้กระแทกครรภ์ของท่านหญิงฟาติมะฮ์ (อ.) ในวันเอาสัตยาบัน (บัยอะฮ์) จนกระทั่งทำให้ทารกน้อยแท้งออกมาจากครรภ์ของท่าน” (4)

 

             อิบนุอะบิลฮะดีด กล่าวว่า ฉันได้อ่าน (คำรายงาน) เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ให้อะบูญะอ์ฟัร นะกีบ อาจารย์ของฉันฟังท่านกล่าวว่า “ในเมื่อท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ถือว่าเลือด (การสังหาร) ผู้ที่ทำให้ท่านหญิงซัยนับบุตรีของท่านเกิดความหวาดกลัวจนกระทั่งทำให้นางแท้งบุตรนั้นเป็นที่อนุมัติ ดังนั้นแน่นอนยิ่งว่า หากท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะต้องถือว่าเลือด (การสังหาร) ผู้ที่ทำให้ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) บุตรีของท่านประสบกับความหวาดกลัวและเป็นเหตุทำให้ท่านต้องแท้ง (มุห์ซิน) บุตรชายของท่านนั้น ย่อมเป็นที่อนุมัติอย่างแน่นอน”

 

            ในคำพูดเดียวกันนี้ ท่านอัซฟะรออินี (เสียชีวิตในปีฮ.ศ. 429) อ้างมาจากท่านนัซซอม และเขากล่าวว่า นัซซอมได้กล่าวว่า

 

اَن عُمَرَ ضَرَبَ فاطِمَةَ وَ مَنَعَ میراثَ الْعِتْرَةِ

“อุมัรได้ทุบตีท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) และได้ห้ามมรดกจากอิตเราะฮ์ (เชื้อสายของท่านศาสดา)” (5)

 

  1. ซ็อฟดี อีกท่านหนึ่งจากนักวิชาการ (อุละมาอ์) ของอะฮ์ลิซซุนะฮ์กล่าวว่า

اِن عُمَرَ ضَرَبَ بَطْن َفاطِمَةَ یَوْمَ الْبَیْعَةِ حَتی اَلْقَتْ اَلْمُحْسِنَ مِنْ بَطْنِها

“อุมัรได้กระแทกท้องของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) ในวันเอาสัตยาบัน (บัยอะฮ์) จนกระทั่งทำให้มุห์ซินได้แท้งออกมาจากครรภ์ของท่าน” (6)

 

  1. มะกอติล บินอะฏียะฮ์ กล่าวว่า : อบูบักร์ ภายหลังจากเอาสัตยาบัน (บัยอะฮ์) จากประชาชนโดยการข่มขู่ การสร้างความหวาดกลัวและการใช้ดาบแล้ว เขาได้ส่งอุมัรและกุนฟุซพร้อมด้วยบุคคลกลุ่มหนึ่งไปยังบ้านของท่านอะลี (อ.) และท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ อัซซะฮ์รอ (อ.) อุมัรได้รวบรวมไม้ฟืนที่อยู่ในบ้านท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ และได้จุดไฟเผาประตูบ้าน ในช่วงเวลานั้นท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) ได้มายืนอยู่ที่หลังประตู อุมัรและผู้ร่วมทางของเขาได้มารวมตัวกัน อุมัรได้ผลักประตูไปกระแทกจนกระทั่งท่านต้องแท้งบุตรชายของท่าน และตะปูที่ติดอยู่กับประตูได้ทิ่มแทงเข้าไปที่ทรวงอกของท่านหญิง (ด้วยผลของการกระทบกระทั่งเหล่านั้น) ทำให้ท่านหญิงล้มป่วยลงจนกระทั่งจากโลกนี้ไป” (7)

  2. อิบนุอะบิลฮะดีด ได้รายงานว่า : อบุลอาซ สามีของซัยนับ บุตรีของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ถูกจับตัวเป็นเชลยในสงครามโดยฝ่ายมุสลิม แต่ต่อมาภายหลังเขาก็ได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระเหมือนกับเชลยศึกคนอื่นๆ

                อบุลอาซ ได้ให้คำมั่นสัญญากับท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ว่า หลังจากที่กลับไปยังนครมักกะฮ์แล้วเขาจะจัดเตรียมสัมภาระในการเดินทางของบุตรีของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และส่งนางไปยังนครมะดีนะฮ์ ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้บัญชาให้ เซด บินฮาริษะฮ์ พร้อมด้วยชาวอันซ๊อรกลุ่มหนึ่งเดินทางออกไปหยุดรอในเส้นทางที่ห่างจากนครมะดีนะฮ์ประมาณ 8 ไมล์ เมื่อใดก็ตามที่ซัยนับเดินทางมาถึงที่นั่นก็ให้พวกเขานำทางนางเข้ามายังนครมะดีนะฮ์ เมื่อชาวกุเรชรู้ข่าวว่าบุตรีของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เดินทางออกจากนครมักกะฮ์ กลุ่มหนึ่งจากพวกเขาตัดสินใจที่จะออกไปสะกัดกั้นนาง ในระหว่างกลางเส้นทาง ญับบาร บินอัซวัด (หรือฮับบาร บินอัซวัด) พร้อมด้วยประชาชนกลุ่มหนึ่งได้มุ่งหน้าไปยังกระโจมแคร่บนหลังอูฐของซัยนับ และใช้หอกฟาดลงไปบนกระโจมแคร่ของบุตรีของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ด้วยความตกใจกลัวทำให้ท่านหญิงซัยนับได้แท้งทารกน้อยที่อยู่ในครรภ์ และต้องย้อนกลับไปยังนครมักกะฮ์อีกครั้งหนึ่ง

 

               ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เมื่อได้ยินข่าวดังกล่าวท่านรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรง ในครั้งเมื่อพิชิตนครมักกะฮ์ (แม้ท่านจะให้อภัยและปล่อยบุคคลทั้งหมดให้เป็นอิสภาพ) แต่ท่านก็ยังถือว่าเลือดของบุคคลที่สังหารลูกน้อยของท่านหญิงซัยนับนั้นเป็นที่อนุมัติ

 

               อิบนุอะบิลฮะดีด กล่าวว่า : ฉันได้อ่าน (คำรายงาน) เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ให้ อะบูญะอ์ฟัร นะกีบ อาจารย์ของฉันฟัง ท่านกล่าวว่า “ในเมื่อท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ถือว่าเลือด (การสังหาร) ผู้ที่ทำให้ท่านหญิงซัยนับบุตรีของท่านเกิดความหวาดกลัวจนกระทั่งทำให้นางแท้งบุตรนั้นเป็นที่อนุมัติ ดังนั้นแน่นอนยิ่งว่า หากท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะต้องถือว่าเลือด (การสังหาร) ผู้ที่ทำให้ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) บุตรีของท่านประสบกับความหวาดกลัว และเป็นเหตุทำให้ท่านต้องแท้ง (มุห์ซิน) บุตรชายของท่าน ย่อมเป็นที่อนุมัติอย่างแน่นอน”

 

               อิบนุอะบิลฮะดีด กล่าวว่า ฉันกล่าวกับอาจารย์ของฉันว่า “จะให้ผมรายงานจากท่านได้หรือไม่เกี่ยวกับสิ่งที่ประชาชนได้กล่าวว่า ด้วยผลของความหวาดกลัว (จากการกระแทกที่เกิดขึ้น) ทำให้ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) ต้องสูญเสียลูกชายของท่านไป?” ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า “ไม่ได้! อย่าได้อ้างรายงานเรื่องราวนี้จากฉันเลย รวมทั้งอย่าได้อ้างรายงายการปฏิเสธและการเป็นโมฆะของมันออกไปจากฉันด้วย เนื่องจากคำรายงานต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ยังเป็นที่ขัดแย้งกันอยู่” (8)

 

ประเด็นดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นเป็นอย่างดีว่า คำรายงานต่างๆ ที่สอดคล้องกับทัศนะของชีอะฮ์ก็มีปรากฏอยู่ท่ามกลางริวายะฮ์ (คำรายงาน) ของพี่น้องอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ อิบนุอะบิลฮะดีด ก็ยอมรับเช่นนั้นในคำพูดบางส่วนของเขา โดยเขาได้กล่าวว่า

 

عَلی اَن جَماعَةً مِنْ اَهْلِ الحَدیثِ قَدْ رَوَوْا نَحوَهُ

“กลุ่มหนึ่งจากนักรายงานฮะดีษ (ของอะฮ์ลิซซุนนะฮ์) ก็ได้รายงานมันไว้เหมือนกับที่ชีอะฮ์ได้รายงาน” (9)

 

ข. แหล่งอ้างอิงของชีอะฮ์

 

             ทัศนะของนักวิชาการ (อุละมาอ์) ชีอะฮ์ และคำรายงาน (ริวายะฮ์) ที่อ้างรายงานมาจากพวกเขามีเนื้อหาเช่นนี้คือ เมื่อพวกเขาต้องการที่จะนำตัวท่านอะลี (อ.) ไปยังมัสยิด พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับการต้านทานของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) และท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) เพื่อที่จะยับยั้งและขัดขวางจากการที่พวกเขาจะนำตัวสามีของท่านไป ท่านต้องเผชิญกับการถูกทำร้ายอย่างมากมายทั้งทางร่างกายและจิตใจโดยที่เราไม่อาจจะบรรยายเรื่องราวทั้งหมดเหล่านั้นได้ด้วยคำพูดและปากกา เพียงแต่ต้องการที่จะชี้ให้เห็นบางแง่มุมทางประวัติศาสตร์ที่ถูกรายงานไว้เท่านั้น คำรายงานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับประเด็นนี้ถูกบันทึกไว้อย่างมากมาย

 

            เรื่องราวโดยสรุป ก็คือสิ่งที่ปรากฏอยู่ในจดหมายของอุมัรเองที่ส่งไปถึงมุอาวิยะฮ์ ส่วนหนึ่งในของจดหมายเขาได้เขียนเช่นนี้ว่า “…เมื่อฉันจุดไฟเผาประตูหน้าบ้านแล้ว (ฉันก็เข้าไปในบ้าน) แต่ฟาฏิมะฮ์ได้ใช้ประตูบ้านเป็นเกราะป้องกันตัวเอง และขัดขวางฉันและสหายของฉันไม่ให้เข้าไปในบ้าน ฉันได้ฟาดลงไปที่ต้นแขนของนางด้วยแส้จนกระทั่งรอยเฆี่ยนตีนั้นปรากฏบนต้นแขนของนางประหนึ่งดั่งปลอกแขน ในช่วงเวลานั้นเอง เสียงร้องโอดครวญของนางได้ดังขึ้นจนฉันเกือบจะใจอ่อนและเกิดความสงสารนาง แต่เมื่อฉันนึกถึงผู้ถูกสังหารในสงครามบะดัรและสงครามอุฮุดที่ถูกสังหารโดยน้ำมือของอะลี… ทำให้ไฟแห่งความโกรธแค้นของฉันลุกโชนมากยิ่งขึ้น ฉันกระแทกเข้าไปที่ประตูจนกระทั่งแรงกระแทกนั้นทำให้ทารกในครรภ์ของนาง (ที่ชื่อว่ามุห์ซิน) ได้แท้งออกมา

 

فَعِنْدَ ذلک صَرَخَتْ فاطِمَةُ صَرْخةً… فَقالَتْ یا اَبَتاهُ یا رَسُولَ اللهِ هکَذا کانَ یُفْعَل َبِحَبیبَتِکَ وَ اِبْنَتِکَ

ในช่วงเวลานั้นเองที่ฟาฏิมะฮ์ได้ร้องคร่ำครวญ… แล้วนางก็พูดขึ้นว่า “โอ้พ่อจ๋า โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์! พวกเขากระทำได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือกับแก้วตาดวงใจของท่านและลูกสาวของท่าน…”ต่อจากนั้นนางได้ร้องเรียกว่า “โอ้ฟิดเฏาะฮ์เอ๋ย! ช่วยฉันด้วย พวกเขาได้ฆ่าลูกน้อยของฉันแล้ว” จากนั้นนางได้พิงร่างของนางกับผนัง ฉันได้ผลักนางออกไปข้างๆ และเข้าไปในบ้าน แม้นางจะมีสภาพเช่นนั้นแต่ก็พยายามที่จะขัดขวาง (ไม่ให้นำตัวอะลีไป) มะนาซได้ตบไปบนผ้าคลุมกายซึ่งโดนใบหน้าของนางอย่างแรง จนกระทั่งต่างหูหลุดออกจากหูของนางและหล่นลงบนพื้น…” (10)

 

             สิ่งที่อธิบายไปแล้วนั้นเป็นเรื่องน่าหดหู่ใจยิ่งนักที่ต้องนำมาเขียนลงในหน้ากระดาษนี้ นี่เป็นเพียงแง่มุมหนึ่งของความอธรรมที่ได้ประสบกับ “หัวหน้าของปวงสตรีแห่งโลกทั้งสอง” (11)

 

แหล่งอ้างอิง

 

[1] ชัรห์-นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์, อิบนุอะบิลฮะดีด เล่มที่2 หน้าที่ 60

 

[2] ตัลคีซ-อัชชาฟี, ซัยยิดมุรตะฎอ, เล่มที่ 3 หน้าที่ 76, อัตตัลคีซ, เคฏูซี

 

[3] อิษบาฏุลวะซียะฮ์, มัซอูดี (พิมพ์ที่กรุงเบรุต) หน้าที่ 153 (บางพิมพ์ หน้าที่ 23-24)

 

[4] อัลมิลัล วัลนิฮัล, อับดุลการีมชะฮ์ริซตานี, เล่มที่ 1 หน้าที่ 57

 

[5] อัลฟัรกุ บัยนัลฟิร็อก, อับดุลกอฮิรอัลอัซฟะรออินี, หน้าที่ 107

 

[6] อัลวาฟี บิลวะฟะยาต, อัซซ็อฟดีเล่มที่ 5 หน้าที่ 34, ซะฟีนะตุลบิฮาร,เชคอับบาซ กุมมี, เล่มที่ 2 หน้าที่ 292

 

[7] อัลอิมามะฮ์ วัลคิลาฟะฮ์, มะกอติลอิบนุอะฏียะฮ์, หน้าที่ 160-161

 

[8] ชัรห์-นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์, อิบนุอะบิลฮะดีด, เล่มที่ 14 หน้าที่ 193

 

[9] ชัรห์-นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์,อิบนุอะบิลฮะดีด, เล่มที่ 2 หน้าที่ 21

 

[10] บิฮารุลอันวาร, เล่มที่ 30 หน้าที่293 (พิมพ์ใหม่) ริยานุชชะรีอะฮ์, เล่มที่ 1 หน้าที่ 267

 

[11] หนังสือ “อัลฮุญูม อะลาบัยติ ฟาฏิมะฮ์” ฮุเซน เฆบ ฆุลามี ได้วิเคราะห์ตรวจสอบคำรายงาน (ริวายะฮ์) เหล่านี้เป็นอย่างดีแล้ว

 

บทความโดย : เชคมุฮัมมัดนาอีม ประดับญาติ

 

thaitalabeh.com