เป้าหมายของเดือนรอมฎอน ตอนที่ 2

ด้วยเหตุนี้เองท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) จึงใช้คำว่า “ซุบฮานัลลอฮ์” (มหาบริสุทธิ์ยิ่งแห่งพระองค์) ถึงสามครั้งติดๆกัน ก่อนการคุตบะฮ์ (เทศนา) ในวันนั้น

ลมหายใจในเดือนรอมฎอนก็มีกำไร การนอนหลับในเดือนรอมฎอนเป็นอีบาดะห์ อามั้ลต่างๆของพวกท่านจะถูกยอมรับ ทุกๆดุอาอ์จะได้การตอบรับจากพระองค์

ท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีน อิมามอะลี (อ.) ได้ถามต่อท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ว่า “อามั้ลใดที่ประเสริฐที่สุดในเดือนนี้??” ท่านศาสดา (ศ.) ได้ตอบว่า “โอ้อะลี อามั้ลที่ประเสริฐที่สุดในเดือนนี้ คือมนุษย์จะต้องระมัดระวัง และออกห่างจากสิ่งต่างๆ ที่อัลลอฮ์ (ซ.บ) ทรงห้าม” หมายถึงหากมนุษย์ไม่รู้จะทำอามั้ลใดในเดือนนี้ ก็ขอให้หลีกเลี่ยงจากการฝ่าฝืนพระบัญชาของพระองค์ นั่นคืออามั้ลที่ประเสริฐที่สุดของเดือนรอมฎอน

เรามีรายงานมากมาย ที่กล่าวว่า “การไม่ทำชั่วนั้น ดีกว่าการแสหวงหาการทำความดีเสียอีก” หมายถึงหากมนุษย์ใช้ชีวิตโดยไม่กระทำความผิดบาป ไม่นินทาให้ร้ายผู้อื่น ระวังสายตาของตนเองจากการมองสิ่งต้องห้าม ระมัดระวังการกระทำบาปทางจิตใจ ดีกว่าการที่มนุษย์ทำความดีเสียอีก เนื่องจากหากมนุษย์ทำความดีแต่ไม่ได้ละเว้นจากการกระทำความชั่ว ความดีที่เขาได้ทำถือว่าสูญเปล่า มิหนำซ้ำมีบาปเพิ่มขึ้นมาเสียอีก นี่คือรายงานบทหนึ่งที่น่าสนใจยิ่ง

แต่สิ่งที่จะชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเดือนนี้ คือมนุษย์กำลังอยู่ในงานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ) ได้จัดขึ้น ผู้ที่ถูกเชิญมาในงานเลี้ยงจะต้องรู้ตัวของเขาเองว่า ในงานเลี้ยงลักษณะเช่นนี้นั้น เขาจะต้องทำตัวเช่นไร คนที่ได้รับเกียรติเป็นแขกของพระผู้เป็นเจ้าต้องปฏิบัติตนอย่างไร???

งานเลี้ยงของพระองค์แตกต่างจากงานเลี้ยงของพวกมนุษย์หน้ามือกับหลังมือ เพราะงานเลี้ยงของมนุษย์จะเนืองแน่นไปด้วยสำรับอาหารอันหลากหลายชนิดกินกันอิ่มหนำสำราญ แต่งานเลี้ยงของอัลลอฮ์ (ซ.บ) มนุษย์ถูกต้อนรับจากพระองค์ด้วยอาหารแห่งจิตวิญญาณ มนุษย์ได้ดูดดื่มน้ำหวานแห่งจิตวิญญาณ โดยการอดกินและอดดื่มอาหารแห่งโลกดุนยาในตอนกลางวันตลอดทั้งเดือน อาหารแห่งจิตวิญญาณที่มนุษย์ได้ลิ้มรส คือการที่มนุษย์ใด้ใช้ชีวิตในเดือนนี้ ด้วยการแสวงหาความดี ด้วยการนั่งรำลึกถึงพระองค์ ด้วยการวิงวอน ด้วยการอ่านอัลกุรอาน ด้วยการขออภัยโทษต่อพระองค์คือทำอย่างไรก็แล้วแต่ให้เราได้รับประโยชน์ให้มากที่สุดในงานเลี้ยงครั้งนี้

บรรดาผู้รู้หลายท่านได้กล่าว่า ในงานเลี้ยงนี้ไม่มีใครกลับออกมาจากงานด้วยสองมือที่ว่างเปล่า นอกจากผู้ที่เคราะห์ร้ายจริงๆ ผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้หลับอย่างเดียว พวกเขาหลับในช่วงที่พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ) แจกของขวัญ ถึงแม้การหลับนอนในเดือนนี้เป็นอีบาดะห์ดังที่กล่าวข้างต้น แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าการนอนของผู้ที่เข้าใจถึงเป้าหมายที่แท้จริงของเดือนรอมฎอนเท่านั้น การนอนของเขาจึงจะเป็นการอีบาดะฮ์

รายงานอีกบทหนึ่งของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) กล่าวว่า “เมื่อเดือนรอมฎอนมาเยือน ท่านได้ให้ท่านบิล้าลไปเชิญชวนประชาชนมารวมตัวกัน และท่านได้กล่าวคุตบะฮ์นี้ติดต่อกันถึงสามครั้งว่า “โอ้มนุษยชาติทั้งหลาย เดือนที่ปรากฏต่อพวกท่าน เป็นเดือนที่เป็นนายของเดือนทั้งมวล ในเดือนนี้มีคืนๆหนึ่งที่ประเสริฐกว่าหนึ่งพันเดือน หมายถึงค่ำคืนแห่งกัดร์ บานประตูสวรรค์ถูกเปิดสำหรับพวกท่าน ดังนั้นใครก็ตามที่ประสพกับเดือนนี้แล้วยังไม่ได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮ์ (ซ.บ) แน่นอนเขาได้ถูกทำให้ห่างไกลจากพระองค์ ไม่มีมนุษย์คนใดที่จะห่างไกลจากพระองค์เท่ากับมนุษย์พวกนี้”

ความประเสริฐความบารากัตของเดือนนี้ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ได้กล่าวย้ำว่า ในเดือนนี้ประตูสวรรค์ได้ถูกเปิด และประตูนรกได้ถูกปิด ที่สำคัญไปกว่านั้น ในเดือนนี้ชัยฏอนมารร้ายถูกล่ามโซ่ตรวนทั้งหมด

ดังนั้นถ้าใครยังกระทำความทำชั่วอยู่ในเดือนนี้ อย่าไปซัดทอดให้ชัยฏอนมารร้าย ต้องการที่จะบอกให้รู้ว่า มนุษย์ที่ทำความชั่วในเดือนนี้ เขาได้ทำความชั่วด้วยตัวของเขาเองล้วนๆ เดือนนี้นั้นใครอยากเข้าสวรรค์มีสวรรค์ให้เข้าหลายประตู แต่หากใครอยากลงนรกยากสักหน่อย เพราะประตูนรกถูกปิดทุกบาน

พึงสังวรณ์เถิดว่า หากเดือนนี้เราไม่สามารถทำอามั้ลต่างๆได้แล้ว อย่าหวังเลยว่าเดือนอื่นๆ เราจะสามารถทำได้เพราะเดือนอื่นๆ ชัยฏอนมารร้ายจะกลับมาอีก บุคคลที่ซวยที่สุดคือบุคคลที่ไม่ได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮ์ (ซ.บ) และไม่ได้พบความเป็นสิริมงคลแห่งเดือนรอมฎอน ผู้ที่อัปยศที่สุดคือผู้ที่ทำให้การอภัยโทษจากอัลลอฮ์ (ซ.บ) เป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับเขาในเดือนนี้ หากจะถามว่า มนุษย์คนใดในโลกนี้ที่อัปยศที่สุดในโลกนี้?? คำตอบท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ได้ตอบไว้แล้วว่า คือคนที่เดือนรอมฎอนจากเขาไป และเขาไม่ได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮ์ (ซ.บ) นี่คือความหมายอย่างหนึ่งของเดือนรอมฎอน

พระองค์ทรงกำหนดให้เราถือศีลอดในเดือนนี้ ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่จะให้มนุษย์ได้รับประโยชน์จากเดือนนี้อย่างเต็มที่ ให้มนุษย์อดอาหาร ทำให้ท้องของมนุษย์ว่าง แต่ในทัศนะหรือมุมมองของศาสนามนุษย์ที่ท้องว่าง คือมนุษย์ที่มีพลัง ในทางกลับกันมนุษย์ต่างคิดว่าหากไม่ได้รับประทานอาหารเขาจะไม่มีพลัง ท้องที่อิ่มจะทำให้มนุษย์หมดพลังที่จะเคารพภักดีกับอัลลอฮ์ (ซ.บ) ลองทดสอบดูง่ายๆด้วยตนเอง ว่าการนมาซหลังจากละศีลอดกับการนมาซก่อนละศีลอด ช่วงเวลาใดที่เรามีความสงบนิ่งกว่ากัน ดูว่าเราจะมีกำลังหรือว่าไม่มี ว่าอย่างไหนมีกำลังมีพลังกว่ากัน แน่นอนว่าเรานมาซหลังละศีลอดจะพบว่าเราขาดพลังที่ปฏิบัตินมาซได้เต็มที่

ดังนั้นป้าหมาย แห่งการอดกินอดดื่ม พระองค์ประสงค์ที่จะให้มนุษย์ได้รับประโยชน์จากเดือมรอมฎอนอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นเดือนแห่งจิตวิญญาณ เป็นเดือนที่อัลลอฮ์ (ซ.บ) ต้องการให้มนุษย์แสวงหาความสูงส่งแห่งจิตวิญญาณจึงทำให้มนุษย์อดกินและดื่ม เมื่อพลังทางจิตวิญญาณสูงส่งขึ้นการทำอามั้ลและอิบาดะห์ต่อพระองค์ก็จะสมบูรณ์ตามไปด้วย เป็นเรื่องที่น่ามหัสจรรย์นัก ที่ในเดือนอื่นๆเราน่าจะอ่านอัลกุรอานได้เยอะกว่าเดือนรอมฎอน เพราะเมื่อเราอ่านจนคอแห้งเราก็สามารถที่ดื่มน้ำได้ แต่เรากลับพบว่าในเดือนอื่นๆ เราอ่านอัลกุรอานได้น้อยกว่าเดือนรอมฎอน!

ดังนั้นอาหารคือตัวปิดกั้นจิตวิญญาณของมนุษย์ มีรายงานอย่างมากมายในเรื่องดังกล่าวว่า ท้องที่อิ่มจะทำให้มนุษย์เป็นผู้ละเมิด ท้องที่อิ่มจะทำให้มนุษย์เป็นผู้หลงลืม ท้องที่อิ่มจะทำให้มนุษย์เพิกเฉยต่อการทำความดี ใครที่ทำให้ท้องของเขาว่าง สมองของเขาจะปลอดโปร่ง สมองของเขาจะยิ่งทำงานได้ดีขึ้น ท้องเขายิ่งว่างเท่าไหร่สมองของเขาปลอดโปร่งขึ้นเท่านั้น หมายถึงหากท้องเต็ม 90% สมองจะเหลือพื้นที่ทำงานแค่ 10% ท้องกับสมองจะทำงานตรงกันข้ามเสมอ หากท้องเหลือศูนย์สมองจะทำงาน 100% เต็ม