บทสัมภาษณ์ภรรยาของชะฮีด มุฮ์ซิน ฮุญะยี

 

    การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านทำอะไรหรือ? ถึงทำให้ขบวนการอาชูรอของอิมามฮูเซ็น(อ)  มีชีวิตจนถึงทุกวันนี้ อยากให้ทุกคนสละเวลาสักนิดเพื่อที่จะอ่านบทสัมภาษณ์ของ ภรรยาของชะฮีดมุฮ์ซิน ฮุญะยี ซึ่งหลายคนอาจจะรู้แล้วว่าวีรชนหลายคนในโศกนาฏกรรมในกัรบาลา ไม่ใช่เพียงตัวเขาคนเดียวเท่านั้นที่จะพาเขาไปสู่ตำแหน่งนั้นได้ ต้องอาศัยเงื่อนไขพื้นฐานที่สุด นั่นก็คือสถาบันครอบครัว บางคนได้แรงผลักดันจากผู้เป็นมารดา อย่างเช่น ท่านวาฮับ บางคนได้แรงผลักดันมาจากภรรยา อย่างเช่นฮาบีบ บิน มะซอฮิร และชะฮีดท่านนี้ก็ไม่ต่างอะไรกันกับวีรชนแห่งกัรบาลาที่ต้องอาศัยแรงผลักดันจากครอบครัวด้วยเช่นกันเพื่อที่จะไปสู่ตำแหน่งของการเป็นชะฮีด
ณ นาทีนี้ คิดว่าคงจะไม่มีใครที่จะไม่เคยเห็นรูปภาพของชะฮีดท่านนี้ และคงไม่มีใครที่จะไม่เคยได้ยินเรื่องราวการบั่นศรีษะของผู้พิทักษ์ฮะรัมนามว่า มุฮ์ซิน ฮุญะญี อีกต่อไป เด็กหนุ่มที่เกิดใน เมืองอิสฟาฮาน ปี 1370 (ปีอิหร่าน) และเป็นชะฮีดในเดือน โมรดอดปี 1396 ตอนนี้ทุกที่ในอิหร่านและในโลกเต็มไปด้วย การเล่าเรื่องราว ความเป็นชายชาตรี ผู้หาญกล้า ของบุรุษผู้นี้ ชายที่ถูกฟันด้วยคมดาบเหมือนอิมามอะลี(อฺ) ถูกตัดศรีษะเหมือนอิมามฮูเซน(อฺ) เป็นคนหนุ่มเหมือนดั่งอะลี อักบัร(อฺ) เป็นเชลยเหมือนดั่งท่านหญิงซัยหนับ(อฺ)…

 

ไม่ทราบว่าคุณรู้จักกับชะฮีดมุฮ์ซิน ฮุญายี ได้อย่างไร?
ถ้าหากว่ามีใครถามเกี่ยวกับการรู้จักกันของเรา มุฮ์ซินก็จะบอกว่า เรารู้จักกันโดยผ่านทางบรรดาชะฮีด และตอนนี้ฉันก็จะบอกแบบนั้นเหมือนกัน
เรารู้จักกันผ่านบรรดาชะฮีดค่ะ เพราะดิฉันเคยจัดนิทรรศการเกี่ยวกับชะฮีด พิทักษ์อันศักสิทธิ์(หลังการปฏิวัติ) สามีของฉันก็คอยทำงานช่วยเหลือเราอยู่ด้วย ก็เลยได้เห็นกัน มุฮ์ซินพูดอยู่เสมอว่า เพราะบรรดาชะฮีดเหล่านี้แหละที่ทำให้เราได้รู้จักกัน

คุณเห็นอะไรเป็นพิเศษในตัวของเขากันหรือ ที่ทำให้คุณตัดสินใจใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันกับเขา ?
ดิฉันได้ขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์(ซบ)อยู่เสมอว่า คนที่ร่วมทางชีวิตกับฉัน ขอเป็นคนที่ท่านหญิงฟาติมะฮ์(อฺ)ได้ยืนยันเอาไว้แล้ว นี่คือความต้องการก่อนหน้านี้ และเมื่อตอนที่ฉันเห็นมุฮ์ซิน ฉันสัมผัสได้ว่า เขามีหัวใจที่สัมพันธ์กับบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ และฉันก็สัมผัสได้อีกว่า ถ้าหากท่านหญิงฟาติมะฮฺ(อฺ)จะยืนยันใครสักคนในยุคสมัยนี้ ก็คงเป็นมุฮ์ซินคนนี้แหละ และก็เป็นแบบนี้จริงๆ ที่ฉันเห็นว่าท่านหญิงยืนยันในตัวเขาแล้ว

 

เป็นระยะเวลาเท่าไหร่แล้วที่พวกคุณสองคนใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน?
เราอ่านอักดฺกันวันที่ 11 เดือน ออบอด ปี 1391 และแต่งงานกันในวันที่ 9 โมรดอด ปี 1393 และใช้ชีวิตภายใต้หลังคาเดียวกันหลังจากนั้น เรามีลูกด้วยกันเพียงคนเดียว คือ อะลี เขาเกิดในวันที่ 24 เดือน ฟัรวัรดีน ปี 1395

เมื่อไม่นานมานี้ ภาพต่างๆของสามีคุณได้ถูกเผยแพร่ไปในโลกโซเชียลอย่างมาก บ่งบอกว่าเขาให้ความสำคัญกับค่ายอาสามาก

ใช่แล้วค่ะ มุฮฺซิน มุ่งมั่นมากในเรื่องเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้อื่น เขาจะเข้าร่วมค่ายอาสาต่างๆอยู่สม่ำเสมอ…

 

 

เขาได้เป็นผู้พิทักษ์ฮะรัมได้อย่างไร ?

เรื่องยาวมากค่ะ…ตอนที่มุฮ์ซินมาสู่ขอดิฉัน ตอนนั้นเขาทำงานอยู่กับค่ายอาสาต่างๆ ยังไม่ได้เป็นทหาร ซึ่งก็หมายความว่าเรื่องรบ เรื่องสงครามยังไม่เข้ามาในชีวิตของเขา แต่ขณะเดียวกันเขามีความรักที่จะเป็นชะฮีดมาก
ฉันยังจำได้ตอนที่เรานั่งร่วมรับประทานอาหารในวันที่สู่ขอ เขาบอกกับดิฉันว่า “ตอนนี้มีแค่ คุณ กับ ผม เราเหมือนกระจกซี่งกันและกัน ผมต้องการจากคุณ เพื่อที่จะช่วยให้ผมนั้นได้เป็นชะฮีด” ฉันก็สาบานตอนนั้นเลยว่า จะช่วยเขาในหนทางนี้เช่นกัน ในหลายปีมานี้ ดิฉันก็พยายามมาโดยตลอด ที่จะทำให้ความต้องการของเขานั้นประสบความสำเร็จ
จนกระทั่ง ดิฉันก็เอ่ยกับเขาว่า “ถ้าเป็นไปได้ที่เขาจะเป็นทหาร ฉันก็ชอบน่ะ ที่สามีของฉันเป็นทหาร” ตัวของมุฮฺซินเอง ก็ชอบอยู่แล้ว ก็เลยตอบรับความคิดเห็นของฉัน เขาเพียงกล่าวกับฉันว่า “ซะรอฮ์ ถ้าหากว่าผมยอมรับหน้าที่ นี้แล้ว ไม่ว่าที่ใดก็ตาม ที่มีชื่อของอิสลามเข้ามาหา ผมก็ต้องรีบไปและจะต้องปกป้องอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นเขตชายแดนของประเทศ หรือไม่ว่าจะเป็นประเทศอื่นๆ ก็ตาม ในเรื่องนี้คุณไม่มีปัญหาอะไร ใช่ไหม? ” ฉันก็บอกว่า “ไม่มีปัญหา”

 

คุณไม่มีปัญหาจริงๆหรือ?

ไม่มีจริงๆค่ะ เพราะทางนี้คือทางที่มุฮ์ซินเลือกแล้ว ทางที่เขาจะไปให้ถึงความปรารถนาของตัวเขาเอง หลังจากที่เขาทำงานอยู่ในค่ายอาสาต่างๆและเพราะความสามารถพิเศษในตัวเขา เขาจึงได้รับเลือกมาเป็นทหาร และเมื่อตอนที่มุฮ์ซินเป็นทหารอยู่นั่นเอง เรื่องของผู้พิทักษ์ฮะรัมก็เข้ามา มีเพียงปรารถนาเดียวของสามีดิฉัน นั่นก็คือการที่ได้เดินทางไปยังซีเรีย

 

ทำไมเขาถึงมีความปรารถนาอย่างนี้?

เขาพูดอยู่เสมอว่า ถ้าหากเราไม่ได้อยู่ในสมัย 1400 ปีก่อน เพื่อที่จะเป็นสาวกของอะฮฺลุลบัยต์ ตอนนี้คือโอกาสที่เราได้รับ และเราก็อย่าพลาดโอกาสนี้เป็นอันขาด แม้แต่ตอนที่เขาจะเดินทางไปครั้งแรก ตอนนั้นดิฉันตั้งท้องอยู่ มุฮ์ซินได้มาหาดิฉันและบอกกับดิฉันด้วยความปลื้มปิติยินดีว่า “ในที่สุดชื่อของผมก็ถูกตอบรับแล้ว ตอนนี้ผมต้องการที่จะไปซีเรีย แต่คุณอย่าพึ่งบอกกับใครน่ะ ว่ากำลังตั้งท้องอยู่ ผมกลัวว่าคนอื่นจะคัดค้านเรื่องนี้” และดิฉันก็ทำอย่างที่เขาบอก มุฮ์ซินได้เดินทางก่อนมูฮัรรอม แล้วเขาก็กลับมาบ้านหลังจากอัรบาอีน ปี 1394
คุณรู้รึป่าวว่าเขาปฏิบัติการอยู่ในเมืองไหน?
ส่วนใหญ่ตอนแรก เขาจะปฏิบัติการอยู่ที่เมืองอะเลปโปและเมืองลาซะกียะฮ์

หลังจากที่เขากลับมาสภาวะจิตใจของเขาเป็นอย่างไรบ้าง?
มีความสุขด้วยและก็เสียใจด้วย เหตุที่เขามีความสุขก็เพราะ เขาพูดอยู่เสมอว่า โอกาสพร้อมสำหรับเขาในการปฏิบัติหน้าที่ ที่ต้องปกป้องอิสลาม และอีกอย่างคือเขาได้พบปะกับนายพลสุไลมานี ด้วย เขาดีใจมากเลย เพราะแต่ก่อน เขาก็มีความต้องการอยากจะเจอท่านแบบใกล้ชิดเหมือนกัน และเขาพูดอยู่เสมอว่า แบบฉบับการใช้ชีวิตของเขาก็คือ นายพลสุไลมานี ครั้งที่สองที่จะไปเขาก็พูดกับดิฉันอีกว่า “ซะรอฮ์ ดุอาอ์ให้ด้วยน่ะ ให้ผมได้เจอนายพลอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะขอจากท่านว่า ให้ผมได้อยู่ที่ซีเรียและจะไม่กลับมาอิหร่านจนกว่าสงครามจะจบ”

 

แล้วเขาเสียใจเรื่องอะไร?
เขาพูดอยู่เสมอว่า ทุกๆปฏิบัติการณ์ที่ผมมี ผมเห็นการเป็นชะฮีดต่อหน้าต่อตา แต่ทว่าก็ไม่ได้รับตำแหน่งนี้สักที เขาพูดอีกว่า ลูกกระสูนถูกกราดมาทางผม แต่กระสุนก็ผ่านศรีษะไป บางทีกระสุนก็ด้าน บางครั้งระเบิดตกลงมาข้างผม แต่ก็ไม่ทำงาน จนกระทั่งครั้งหนึ่งผมอยู่ในรถถัง รถถังก็ถูกกระหน่ำด้วยกระสุน ระเบิด จนทั้งหมดคิดว่าผมได้เป็นชะฮีดไปแล้ว แต่ตัวผมเองหลังจากเหตุการณ์นั้นแม้แต่รอยขีดข่วน ก็ไม่มี หลังจากนั้นเขาก็พูดว่า “แน่นอนว่าผม ต้องมีความผิดอะไรสักอย่างแน่ ที่ทำให้ผมไม่ได้เป็นชะฮีด” ตอนนั้นฉันตั้งท้องอยู่ ก็บอกกับเขาไปว่า ไม่ต้องเสียใจไปหรอก อดทนหน่อย แน่นอนว่าจะต้องมีเงื่อนไขที่พร้อมก่อน มุฮ์ซินก็บอกว่า “ผมจะต้องสร้างที่พึ่งพิงสำหรับคุณและลูกของเราสองคน อินชาอัลลอฮ์ทุกอย่างจะดีไปเอง และผมก็รู้ว่าแน่นอนทุกอย่างต้องดีแน่ๆ” และก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เมื่อวันหนึ่งที่ฉันได้ยินข่าวการตกเป็นเชลยของมุฮ์ซิน

 

 

เขาไปซีเรียครั้งที่สองนี้ เมื่อไหร่?

วันที่ 27 เดือน ทีร
ครั้งนี้ การกล่าวลาของเขาเป็นที่ลำบากใจหรือไม่?
สุดท้ายอะลีก็เกิด ด้วยหน้าที่ของความเป็นพ่อและสามีของภรรยาที่เพิ่มขึ้นมาในความสัมพันธ์ของมุฮ์ซินแล้ว บอกไปพวกคุณอาจจะไม่เชื่อก็ได้ มุฮ์ซินได้ให้กำลังใจฉันและลูกของเราอย่างไม่วิตกกังวลใดๆ เพราะรักแท้ของเขาก็คืออัลลอฮ์(ซบ) ทุกคนต่างรู้ดีถึงความรักของเราสองคน บางคนยังอิจฉาในความรักของดิฉันและสามีของดิฉัน แต่ทว่า เขาพูดอยู่ตลอดว่า “ซะฮ์รอ ได้โปรดอย่าสงสัยในความรักที่ผมมีให้คุณกับลูกของเราสองคน แต่ว่า เมื่อท่านหญิงซัยหนับ(อฺ) อยู่ตรงกลาง ซะฮ์รอที่รัก ผมจำต้องทิ้งคุณและก็จะไป”

 

ตัวของคุณเองล่ะเป็นอย่างไร? ในใจลึกๆไม่ได้ขัดขวางการไปครั้งที่สองของเขาหรือ?
เปล่าเลยค่ะ…เพราะดิฉันรู้ถึงความปรารถนาในหัวใจของตัวของดิฉันดี เพราะเหตุนี้ดิฉันเลยไม่เคยทำอะไรที่เขาไม่สบายอก สบายใจ และดิฉันก็ชอบที่เขาจะคลายกังวลใจจากฉัน และไปโดยไม่ต้องห่วงอะไร เขาพูดกับดิฉันว่า “ถ้าหากถามชะฮีดทุกคนหลังจากการเป็นชะฮีดของเขาว่า พวกคุณมาทำไม? และคนที่เป็นชะฮีดแล้ว จะบอกว่า ฉันมาเพื่อปกป้องฮะรัม สิ่งนี้จะไม่ถูกตอบรับ” ดิฉันเลยบอกกับเขาไปว่า “มุฮ์ซิน คุณต้องเนียตเพื่ออัลลอฮ์(ซบ)เพียงเท่านั้น รบเพื่ออัลลอฮ์(ซบ) และบอกว่า ยาอัลลอฮ์ ข้าฯมาปกป้องฮะรัมเพื่อความพึงพอใจของพระองค์(หาใช่สิ่งอื่นใดไม่)… เมื่อมุฮ์ซินได้ยินดังนั้น ก็บอกว่า “ซะฮ์รอ คุณทำให้หัวใจของผมสงบลงมากเลย ต่อจากนี้ไปผมก็อยู่ที่นี่อย่างไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว”

 

คุณได้ข่าวการเป็นเชลยของมุฮ์ซิน อย่างไร?
วันนั้นเป็นวันอังคาร ที่ฉันเห็นรูปของมุฮ์ซินในเทลาแกรม

ใช่รูปที่มุฮ์ซินเป็นเชลยของพวกดาอิชหรือไม่?
ใช่แล้วค่ะ ภาพนั้นแหละ ดิฉันติดตั้งโปรแกรมเทลาแกรมเอาไว้แล้ว ตอนนั้นหนึ่งในกลุ่มต่างๆที่มีเพื่อนๆของเขาอยู่ด้วย ได้ส่งภาพของมุฮ์ซินมา และบอกว่า “ขอพี่น้องดุอาอ์ให้เชลยคนนี้ถูกปลดปล่อยโดยเร็ววันด้วยเถิด” พอฉันเปิดภาพนั้น ฉันก็เห็นว่า เชลยคนนี้คือ มุฮ์ซินของฉันนี่…

 

ตอนนั้นคุณเป็นอย่างไรบ้าง?
ฉันไม่ได้รอ การเป็นเชลยของเขา ด้วยเหตุนี้ฉันเลยรู้สึกผวาตอนแรก แต่เพราะ มุฮ์ซินต้องการจากดิฉันว่าให้ช่วยเหลือเขาในหนทางการเป็นชะฮีด ดิฉันเลยหวังว่าเขาจะถึงเป้าหมายที่เขาเจตนาเอาไว้ ดิฉันรู้ว่าถ้าหาก มุฮ์ซินไม่เป็นชะฮีดวันนี้ สักวันเขาก็ต้องเป็นชะฮีด เพราะว่าวิถีของเขา ก็คือการเป็นชะฮีดนั่นเอง ทั้งตัวและหัวใจของเขาต้องการเพียงเป็นชะฮีด

 

สามีของคุณดังที่อยู่ในภาพ ที่กำลังแพร่หลายอยู่ตอนนี้ มีความสงบที่แปลกมาก จนบางทีความสงบนี้ทำให้ดึงดูดคนจำนวนมาก และก็เมื่อไม่นานมานี้ มีคนที่เคยเป็นเชลยหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีความกลัวเลยแม้แต่นิดเดียว ขณะที่เขายืนอยู่ต่อหน้าดาอิช แล้วคุณเห็นมุฮ์ซินเป็นอย่างไรในภาพนี้?

ฉันเห็นเขาอย่างที่เขาเป็น คุณลองดูภาพสิ เหมือนสามีของดิฉันถูกยิงและก็ตกเป็นเชลย ในภาพราวกับว่ามุฮ์ซินได้ทำให้พวกดาอิช ต่างหากที่ตกเป็นเชลย แล้วลองดูในแววตาของเขา เป็นแววตาที่ไม่มีความกลัวเลยแม้แต่น้อย ทั้งหมดคือความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และมุฮ์ซินที่อยู่ในภาพ เหมือนดั่งภูเขา และแข็งแกร่ง
ดิฉันจะเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง ในปีนี้เนื่องในวัน ชายชาตรีแห่งชาติ ฉันได้ให้แหวน ดูร นะญัฟ แก่มุฮ์ซิน บนแหวนมีคำสลักว่า “ยาซะฮ์รอ” เอาไว้ด้วย ตอนที่มุฮ์ซินกำลังจะไปครั้งที่สองนั้น มุฮ์ซินได้ถอดแหวนทั้งหมดของเขาเอาไว้ เหลือเพียงวงนี้ วงเดียว และบอกกับฉันว่า “แหวนวงนี้ ฉันจะพกติดตัวไปด้วยตลอด ฉันเกลียดแค้นคนพวกนี้(ดาอิช) ก็เพราะท่านหญิงฟาติมะฮ์ ซะฮ์รอ(อฺ) จนกระทั่งถึงนาทีสุดท้ายของชีวิต ฉันจะต้องแสดงให้คนพวกนี้เห็นว่า ฉันคือชีอะฮ์ของอะลี(อฺ)” หลังจากที่ฉันดูรูปภาพที่ไร้ศรีษะของมุฮ์ซิน หลังจากการเป็นชะฮีดของเขา ฉันพยายามสังเกตแหวนวงนี้ในมือของเขา แต่ก็ไม่เจอ ฉันเลยมั่นใจว่า พวกดาอิช จะต้องถอดแหวนวงนั้นออกไปอย่างแน่นอน เพราะว่าแหวนวงนั้นสลักนามของท่านหญิงฟาติมะฮ์อยู่

 

คุณทราบข่าวการเป็นชะฮีดของมุฮ์ซินเมื่อไหร่?
ประมาน ตี3 ตอนรุ่งสางของวันพุธ ฉันนอนไม่หลับเลย หลังจากที่ฉันเห็นภาพที่มุฮ์ซินตกเป็นเชลยของดาอิช ฉันคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ตอนนี้มุฮ์ซิน มีสภาพเป็นอย่างไรบ้าง และตอนนั้นเอง ที่ฉันเห็นคนโพสต์ข้อความในกลุ่มเทลาแกรมว่า ชะฮีดไร้ศรีษะ ชะฮาดัตมูบารัก…ฉันเห็นว่าที่ไม่มีหัวนี้ คือมุฮ์ซินของฉัน ตอนนั้นเองที่ฉันเข้าใจแล้วว่า มุฮ์ซินได้รับในสิ่งเขาปรารถนาแล้ว ฉันภาคภูมิใจที่มุฮ์ซินเป็นชะฮีด ฉันก็บอกว่า ขอขอบคุณต่อเอกองค์อัลลอฮ์(ซบ) ที่ทำให้มุฮ์ซินได้รับสิ่งนี้ และตอนนั้นฉันก็คิดได้ว่า มุฮ์ซินของฉันใกล้เคียงกับอะลุลบัยต์(อฺ)หลายท่านมาก และก็ได้เป็นชะฮีด ฉันเห็นว่า ศัตรูใช้มีดฟันอิมามอาลี(อฺ) สำหรับสามีของฉันศัตรูก็ทำแบบเดียวกัน พวกศัตรูตัดศรีษะของสามีฉันออกจากร่างเหมือนกับอิมามฮุเซน(อฺ) มุฮ์ซินยังหนุ่มเหมือนกับอาลี อักบัร(อฺ) ตกเป็นเชลยเหมือนกับท่านหญิงซัยหนับ(อฺ) ฉันเห็นว่าความต้องการของสามีฉันที่มีไปยังอะลุลบัยต์มากสักเพียงใด จนได้นำลักษณะต่างๆของแต่ล่ะท่านมา แล้วก็ได้เป็นชะฮีด

 

หมายความว่าคุณเห็นภาพที่ไม่มีศรีษะของสามีคุณแล้ว หลังจากเขาเป็นชะฮีดนั้นหรือ?
ใช่แล้วค่ะ ดิฉันเห็นภาพที่ไม่มีศรีษะของมุฮ์ซินแล้ว หลายคนบอกกับฉันว่า อย่าดูรูปภาพนี้เลย ไปดูรูปภาพ ที่มุฮ์ซินยืนอยู่อย่างองอาจและต้องตกเป็นเชลยดีกว่า แต่ว่า ฉันก็บอกกับเขาไปว่า อย่าพูดแบบนี้สิ ไม่ใช่ว่า ท่านหญิงซัยหนับในหอประชุมของยะซีดพูดหรอกหรือ? ว่า “มา รออัยตุ อิลลา ญะมีลา” ฉันก็เช่นเดียวกัน ฉันไม่เห็นอะไรเลย ในหนทางนี้ ในรูปภาพนี้ นอกจากความสวยงาม…

คุณคิดว่า ตอนที่อะลี โตขึ้น แล้วเขาเห็นรูปภาพนี้ เขาจะรู้สึกอย่างไร?

ถ้าหากอะลีเป็นอย่างที่ ฉันอยากให้เขาเป็น และถูกอบรมสั่งสอนแล้ว แน่นอนว่าเมื่อเขาเห็นภาพนี้ เขาจะต้องภาคภูมิใจอย่างแน่นอน และแน่นอนว่าจะต้องเลือกหนทางนี้อย่างแน่นอน และอินชาอัลลอฮ์ เขาจะเลือกหนทางชะฮีดเหมือนกับพ่อของเขา อะลีกับรูปภาพสองใบนี้คือ ใบหนึ่งคือเชลย อีกใบหนึ่งคือชะฮีด เขาจะเข้าใจว่า พ่อของเขาเป็นคนที่กล้าหาญ ลูกผู้ชาย มีศักดิ์ศรี และมีอิม่าน และสุดท้ายเขาเองก็คือ อะลีลูกของชะฮีดผู้พิทักษ์ฮะรัม มุฮ์ซิน ฮุญายี

 

สภาพของชาวเมืองหลังจากรู้ข่าวการเป็นชะฮีดของมุฮ์ซินแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง ? ทุกคนรู้ข่าวกันหมดแล้ว ใช่ไหม?

ที่เมืองนะญัฟออบอด ทั้งเมืองตอนนี้มีการรำลึกถึงมุฮ์ซิน จนกระทั่งถึงตอนนี้ คงไม่เหลือใครแล้วที่ยังไม่มาบ้านของเรา ทุกๆคนกำลังรอ วันจัดงานของมุฮ์ซิน มีคนบอกว่าให้รอจนถึงวันจันทร์ เพื่อให้ชัดเจนว่า ร่างของมุฮ์ซินจะกลับมาได้ไหม? หลังจากนั้นค่อยจัดงาน

 

คุณชอบไหมที่จะให้ร่างของมุฮ์ซินกลับมา?

ร่างเป็นเพียงวัตถุย่อมสูญสลาย ฝังในดินไม่นานก็ย่อยสลาย ส่วนตัวฉัน ฉันมอบมุฮ์ซินไว้กับท่านหญิงซัยหนับ(อฺ) แล้ว และมุฮ์ซินของฉันก็พลีเพื่อท่านหญิงซัยหนับ(อฺ)แล้ว ฉันรู้ว่าถ้าหากร่างของมุฮ์ซินเร้นหายเหมือนดั่งท่านหญิงฟาติมะฮ์(อฺ) เขาจะได้พบเจอกับท่านหญิงอย่างแน่นอน แต่เพื่อดวงใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ฉันก็อยากจะให้ร่างของเขานั้นกลับมา

คุณรู้ข่าวที่เขาพูดกันถึงเรื่องราวของการตกเป็นเชลยของเขาหรือป่าว?
รู้ค่ะ…เขาพูดกันว่า ในบริเวณชายแดนระหว่างประเทศ อิรักและซีเรีย ที่เมืองอัลตะนัฟ มุฮ์ซินมีปฏิบัติการอยู่ที่นั่น พวกดาอิชได้สังหารหลายคนและทำให้อีกหลายคนได้รับบาดเจ็บ และในนั้นมีเพียงมุฮ์ซินเท่านั้นที่ถูกจับ เพื่อนของเขาเห็นว่ามุฮ์ซินถูกยิง และถูกจับเป็นเชลย และดิฉันได้ยินอีกว่า พวกนี้ได้ยิงกระหน่ำมุฮ์ซินก่อน หลังจากนั้นก็ตัดศรีษะของเขา แต่ฉันก็ไม่ได้เสียใจในเรื่องการเป็นชะฮีดนี้เลย ฉันดีใจต่างหาก จนถึงตอนนี้ ถ้าหากฉันจะร้องไห้ ฉันก็ร้องไห้เนื่องจาก มูศิบัตของอะฮ์ลุลบัยต์(อฺ) ร้องไห้เพราะสภาพตัวเองที่ต้องทิ้งตัวเองไว้คนเดียวจากมุฮ์ซิน ฉันจะบอกกับทุกๆ คนที่มีร่วมงานรำลึกถึงมุฮ์ซิน ว่า “เวลาที่คุณจะร้องไห้ น้ำตาของคุณจะต้องมีเป้าหมาย น้ำตาที่ร่ำไห้จะต้องมีไว้ให้แก่ท่านหญิงซัยหนับ(อฺ) และท่านอิมามฮุเซน(อฺ) เพื่อที่ว่าหัวใจของชะฮีดของฉันนั้นพอใจ…